Please fill all widget settings!

เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมกับกลยุทธ์ การซื้อขายหุ้น


เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมกับกลยุทธ์ การซื้อขายหุ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โสภณ ขันติอาคม

ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจะคึกคัก
ดัชนีตลาดหุ้นทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่
สามารถทะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ 1,789 จุด
ซึ่งเคยเป็นจุดสูงสุดเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว

เราจึงเห็นนักลงทุนทั้งรายย่อยและรายใหญ่
ต่างมีความสุข เพราะได้กำไรกันถ้วนหน้า
นอกจากนั้น นักวิเคราะห์หลายสำนัก
ต่างออกมา พยากรณ์ว่า ในปีนี้
นักลงทุนไทยจะมีโอกาสเห็น
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งถึง 1,900 จุด

เพื่อเป็นประโยชน์และข้อคิด
ให้กับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
บทความนี้จะขออกนอกเรื่องโฆษณา
และการตลาดมาพูดถึงหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม
กับกลยุทธ์การซื้อขายหุ้นที่นักวิเคราะ์หุ้น
มักแนะนำให้กับนักลงทุน

ใครที่เคยเรียนวิชา Investing จะทราบดีว่า
“cut loss and let profit run”
เป็นเทคนิคการบริหารเงินลงทุนในตลาดหุ้น
เพื่อช่วยลดความเสี่ยง และสร้าง
ผลตอบแทน ให้ได้มากที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่จะได้ยินนักวิเคราะห์หุ้น
ส่วนใหญ่แนะนำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นว่า
“ถ้าหุ้นตัวไหนมีกำไร ควร let profit run
แต่ถ้าหุ้นตัวไหนขาดทุน ก็ควรจะ cut loss”

ซึ่งขยายความได้ว่า ถ้าหุ้นตัวไหนมีกำไร
แนะนำให้ถือต่อ เพื่อเพิ่มกำไรไปเรื่อยๆ
แต่ถ้ามีหุ้นที่ขาดทุน ควรรีบขายทิ้ง
เพื่อหยุดขาดทุนไม่ให้มากไปกว่านี้

คำถามคือ…
คุณมีความเห็นอย่างไร กับคำแนะนำ
“cut loss and let profit run”
ของนักวิเคราะห์หุ้น
.
.
.
คำตอบสำหรับนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมคือ
หลักคิดดี แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ปฏิบัติตามไม่ค่อยได้
เพราะมันฝืนพฤติกรรมธรรมชาติของมนุษย์
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เรามาลองดูกัน

ก่อนอื่น อยากให้ลองทำแบบทดสอบ
2 ข้อข้างล่างนี้ ซึ่งเป็บแบบทดสอบ
ที่ไม่มีคำตอบที่ถูกและผิด
เพียงแค่ตรวจสอบดูว่า
คุณชอบหรือไม่ชอบความเสี่ยงแค่ไหน

1. คุณเลือก (ได้เงิน) ข้อไหน ?
ก. รับเงินไปทันที 24,000 บาท
ข. มีโอกาส 25% ที่คุณจะได้เงิน 100,000 บาท

2. คุณเลือก (เสียเงิน) ข้อไหน ?
ค. เสียเงินทันที 75,000 บาท
ง. มีโอกาส 75% ที่คุณจะเสียเงิน 100,000 บาท

แบบทดสอบนี้ถูกออกแบบโดย
Amos Tversky นักจิตวิทยา
มหาวิทยาลัยลัย Stanford
เพื่อใช้ทดลอง เกี่ยวกับการตัดสินใจ
เมื่อเผชิญกับความเสี่ยง
เช่นเดียวกับการลงทุนในตลาดหุ้น

ผลการทดลองข้างต้นพบว่า
เกือบร้อยละ 70 ของคน
ที่ตอบแบบทดสอบข้อ 1.
จะเลือกตอบข้อ ก.
เพราะว่า เมื่อไหร่ที่ได้เงินชัวร์ๆ
คนจะไม่อยากเสี่ยง
จึงเลือกเก็บเงินเข้ากระเป๋าทันที

และประมาณร้อยละ 92
ของคนที่ตอบแบบทดสอบ
ข้อ 2. เลือกตอบข้อ ง.
เพราะว่า คนส่วนใหญ่
จะไม่ชอบการเสีย
(ไม่ว่าจะเป็นการเสียอะไรก็แล้วแต่)

ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
loss aversion เพราะการ loss ส่งผล
ให้นักลงทุนรู้สึกเจ็บปวด
มากกว่า profit จำนวนเดียวกัน
ที่คาดว่าจะได้มาชดเชย

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ต้องเผชิญ
กับการเสียสตางค์ คนเรามักตัดสินใจ
“เลือกที่จะเสี่ยง” โดยหวังว่า…
ถ้าโชคดีก็อาจจะไม่ต้องเสียเงิน
จึงเลือกข้อ ง. นั่นเอง

ผลทดสอบข้างต้น บอกอะไรกับเรา
เกี่ยวกับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อ/ขาย
หุ้นของนักการลงทุน

ประการแรก…
เมื่อนักลงทุนเห็นหุ้น
ที่ตัวเองถืออยู่มีกำไร
โดยส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มตัดสินใจ
ขายเพื่อทำ “กำไร”
(เลือกข้อ ก. เก็บเงินเข้ากระเป๋าทันที)
แสดงว่า นักลงทุนมักจะเลือก
“take profit out”
แทนที่จะเลือก “let profit run”

ประการที่สอง…
เมื่อไรก็ตามที่หุ้นในพอร์ขาดทุน
นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจ
ถือเก็บเอาไว้ แทนที่จะตัด
ขายขาดทุนออกไป
ทั้งนี้เพราะ การขายขาดทุน
มีผลต่อความรู้สึกเจ็บปวดกับนักลงทุน
เมื่อเป็นเช่นนั้น นักลงทุนจึงเลือก
“hold loss” และถือเสี่ยงต่อไป
มากกว่าที่จะเลือก “cut loss”
ด้วยความหวังที่ว่า
ตราบใดที่ยังไม่ขาย
ก็ยังไม่ขาดทุน

เราจึงเห็นปรากฏการณ์
ในตลาดหุ้นที่ว่า
นักลงทุน มีแนวโน้มจะ
“ถือหุ้นตัวที่ขาดทุนไว้นานเกินไป”
และจะ “ขายหุ้นตัวที่ได้กำไรเร็วเกินไป”
ซึ่งปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกทางวิชาการ
ว่า Disposition effect

เพราะฉะนั้นคำแนะนำ
ของนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมคือ
นักลงทุนไม่ควรให้ความสำคัญ
กับการเคลื่อนไหว ขึ้นๆ ลงๆ
ของราคาหุ้นตามสื่อต่างๆ มากนัก

แต่ควรใส่ใจเรื่องของผลประกอบการ
และศักยภาพ ของธุรกิจในฐานะ
ความเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นมากกว่า

ถือว่าวันนี้ผมพาออกมานอกเหนือ
จากเรื่องที่เคยเขียน
ในบทความปกติมากหน่อย
แต่อย่างไรก็ตาม
เรื่องราวของเศรษศาสตร์พฤติกรรม
ก็สามารถนำมาอธิบาย
ปรากฏการณืต่างๆ ให้เราเห็น
รูปแบบเบื้องหลังการตัดสินใ
ของมนุษย์มากขึ้น

บทความหน้า
จะเป็นอย่างไรต่อไป
และผลจะมีเรื่องอะไรมาเล่าเพิ่มเติม
โปรดติดตามนะครับ



Share
Tags
Written by yellbkk


Leave a Comment